
ในยุคที่ใคร ๆ ก็ให้ความสำคัญกับผิวสุขภาพดี “PRP หน้าใส” หรือการฟื้นฟูผิวด้วยเกล็ดเลือดเข้มข้น จึงเป็นอีกหนึ่งหัตถการที่ได้รับความนิยมสูง เพราะปลอดภัย เห็นผลจริง และใช้เลือดของตัวเองมาฟื้นฟูเซลล์ผิวโดยตรง
แต่ PRP คืออะไร? ทำงานอย่างไร? เหมาะกับใคร และต้องดูแลตัวเองอย่างไรหลังทำ? บทความนี้มีคำตอบให้คุณแบบครบถ้วน

สารบัญ
- PRP หน้าใส คืออะไร?
- PRP ช่วยแก้ปัญหาอะไรได้บ้าง?
- ข้อดีของการทำ PRP
- PRP แตกต่างจากการฟื้นฟูผิวแบบอื่นอย่างไร?
- ขั้นตอนการทำ PRP หน้าใส
- ขั้นตอนที่ 1: เจาะเลือดจากข้อพับ
- ขั้นตอนที่ 2: ใส่เลือดลงในหลอด BCT Tube
- ขั้นตอนที่ 3: ปั่นแยกด้วยเครื่อง Centrifuge
- ขั้นตอนที่ 4: แยกเกล็ดเลือดที่เข้มข้นออกมา
- ขั้นตอนที่ 5: ฉีด PRP กลับเข้าสู่ผิว
- PRP เหมาะสำหรับใคร?
- PRP ไม่เหมาะสำหรับใคร?
- ทำ PRP กี่ครั้งถึงเห็นผล?
- ผลลัพธ์ของ PRP อยู่ได้นานแค่ไหน?
- การเตรียมตัวก่อนทำ PRP
- การดูแลตัวเองหลังทำ PRP
- ทำ PRP ที่ไหนดี? ควรเลือกอย่างไร?
- คำถามที่พบบ่อย (FAQs)
- 1. PRP หน้าใสอันตรายไหม?
- 2. PRP หน้าใสเห็นผลในกี่วัน?
- 3. ต้องทำ PRP หน้าใสบ่อยแค่ไหน?
- 4. ผลลัพธ์ของ PRP หน้าใสอยู่ได้นานแค่ไหน?
- 5. PRP หน้าใสต่างจากฟิลเลอร์อย่างไร?
- 6. ใครที่ไม่เหมาะกับการทำ PRP หน้าใส?
- 7. ทำ PRP หน้าใสแล้วแต่งหน้าได้ไหม?
- สรุป
- บทความอื่นๆ
- ติดต่อสยามคลินิกภูเก็ต
PRP หน้าใส คืออะไร?
PRP ย่อมาจาก “Platelet Rich Plasma” คือพลาสมาที่สกัดจากเลือดของเราเอง โดยผ่านกระบวนการปั่นแยกด้วยความเร็วสูง เพื่อให้ได้เกล็ดเลือดที่เข้มข้น อุดมไปด้วย Growth Factor ซึ่งมีคุณสมบัติในการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ซ่อมแซมเซลล์ผิว และกระตุ้นการเจริญเติบโตของเซลล์ใหม่

PRP ช่วยแก้ปัญหาอะไรได้บ้าง?
การฉีด PRP ช่วยฟื้นฟูผิวและลดเลือนปัญหาต่าง ๆ ได้อย่างหลากหลาย เช่น
- กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ทำให้ผิวเต่งตึงและมีความยืดหยุ่น
- ลดริ้วรอย รอยดำ รอยสิว หลุมสิว และแผลเป็น
- กระชับรูขุมขน ทำให้ผิวหน้าเรียบเนียนขึ้น
- ปรับสีผิวให้สม่ำเสมอ ผิวดูกระจ่างใส
- แต่งหน้าติดทนขึ้น ผิวดูอ่อนเยาว์และชุ่มชื้น
ข้อดีของการทำ PRP
- ปลอดภัยสูง เพราะใช้เลือดของตัวเอง ลดความเสี่ยงในการแพ้
- ไม่มีสารเติมแต่ง หรือสารแปลกปลอม
- ผลลัพธ์ชัดเจน ผิวดีขึ้นตั้งแต่ครั้งแรกที่ทำ
- เหมาะกับทุกสภาพผิว โดยเฉพาะผู้ที่มีปัญหาริ้วรอย รอยแผลเป็น ผิวหมองคล้ำ หรือผิวแห้งขาดน้ำ
- ฟื้นฟูลึกถึงระดับเซลล์ เห็นผลเร็วกว่าการทาครีมทั่วไป
PRP แตกต่างจากการฟื้นฟูผิวแบบอื่นอย่างไร?
ต่างจากการฉีดฟิลเลอร์หรือสารเติมเต็มทั่วไป PRP กระตุ้นให้ผิวสร้างคอลลาเจนและซ่อมแซมตัวเองได้ตามธรรมชาติ จึงให้ผลลัพธ์ที่เรียบเนียนและดูเป็นธรรมชาติกว่า อีกทั้งยังสามารถทำควบคู่กับหัตถการอื่น ๆ เพื่อเสริมประสิทธิภาพได้อีกด้วย
| วิธีบำรุงผิวหน้าใส | จุดเด่น | จุดด้อย |
|---|---|---|
| PRP หน้าใส | ใช้เลือดของตัวเอง ปลอดภัย ไม่มีสารสังเคราะห์ | อาจเห็นผลช้ากว่าวิธีเร่งด่วน |
| ฟิลเลอร์ | เห็นผลไว เติมเต็มได้ทันที | มีความเสี่ยงเรื่องการแพ้ หรือบวมเป็นก้อน |
| เลเซอร์ | เห็นผลไวในบางปัญหา เช่น รอยดำ | ต้องหลีกเลี่ยงแดดหลังทำ อาจระคายเคือง |
| ทาครีม | ใช้ระยะเวลานานกว่าจะเห็นผล | ประสิทธิภาพขึ้นอยู่กับสูตรและความสม่ำเสมอในการใช้ |
ขั้นตอนการทำ PRP หน้าใส
PRP (Platelet-Rich Plasma) เป็นกระบวนการฟื้นฟูผิวด้วยการใช้ พลาสมาเข้มข้นจากเลือดของตัวเอง ซึ่งช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ฟื้นฟูเซลล์ผิว และลดเลือนริ้วรอยได้อย่างเป็นธรรมชาติ โดยมี 5 ขั้นตอนหลัก ดังนี้

ขั้นตอนที่ 1: เจาะเลือดจากข้อพับ
แพทย์จะทำการเจาะเลือดจากเส้นเลือดบริเวณข้อพับแขน ประมาณ 8–10 ซีซี เพื่อเตรียมเข้าสู่กระบวนการสกัด PRP
ขั้นตอนที่ 2: ใส่เลือดลงในหลอด BCT Tube
เลือดที่เจาะจะถูกใส่ลงในหลอดเฉพาะทางที่เรียกว่า BCT Tube (Blood Cell Therapy) ซึ่งช่วยคงสภาพและแยกชั้นของเลือดได้ชัดเจน
ขั้นตอนที่ 3: ปั่นแยกด้วยเครื่อง Centrifuge
เลือดจะถูกนำไป ปั่นแยกด้วยเครื่องเหวี่ยงสาร (Centrifuge) เพื่อแยกเกล็ดเลือดที่มีความเข้มข้นสูง และมี Growth Factor จำนวนมากซึ่งเป็นหัวใจหลักของ PRP
ขั้นตอนที่ 4: แยกเกล็ดเลือดที่เข้มข้นออกมา
หลังปั่นแล้ว แพทย์จะทำการแยกเฉพาะส่วนที่เป็น พลาสมาเข้มข้น (PRP) ซึ่งอุดมไปด้วยเกล็ดเลือดและสารสำคัญในการซ่อมแซมเซลล์
ขั้นตอนที่ 5: ฉีด PRP กลับเข้าสู่ผิว
นำเกล็ดเลือด PRP ที่ได้ ฉีดกลับเข้าสู่ชั้นผิวหนังบริเวณที่ต้องการฟื้นฟู เช่น ใต้ตา ร่องแก้ม หรือทั้งใบหน้า เพื่อช่วยกระตุ้นการซ่อมแซมเซลล์ผิวอย่างล้ำลึก
PRP เหมาะสำหรับใคร?
- ผู้ที่มีปัญหาผิวหมองคล้ำจากการพักผ่อนน้อย
- ผู้ที่มีจุดด่างดำหรือรอยสิวเรื้อรัง
- ผู้ที่ต้องการฟื้นฟูผิวหลังจากการทำเลเซอร์หรือทรีตเมนต์
- ผู้ที่ต้องการหลีกเลี่ยงการใช้สารเติมเต็มหรือโบท็อกซ์
- ผู้ที่ต้องการผลลัพธ์ที่เป็นธรรมชาติจากการบำรุงด้วยตนเอง
PRP ไม่เหมาะสำหรับใคร?
- ผู้ที่มีภาวะเลือดออกง่าย หรือโรคที่เกี่ยวข้องกับระบบเลือด
- ผู้ที่กำลังตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร
- ผู้ที่มีประวัติแพ้การฉีดยาอย่างรุนแรง
ทำ PRP กี่ครั้งถึงเห็นผล?
- เริ่มเห็นผลภายใน 2–3 สัปดาห์ หลังทำครั้งแรก
- แนะนำให้ทำ 2–3 ครั้ง ห่างกัน 4–6 สัปดาห์ เพื่อผลลัพธ์ที่ชัดเจน
- ผลลัพธ์อยู่ได้นานประมาณ 1–2 ปี ขึ้นอยู่กับสภาพผิวและการดูแลตัวเอง
ผลลัพธ์ของ PRP อยู่ได้นานแค่ไหน?
ผลลัพธ์จะเริ่มเห็นภายใน 1–2 สัปดาห์หลังฉีด และอยู่ได้นานประมาณ 4–6 เดือน หากมีการดูแลผิวและสุขภาพโดยรวมอย่างเหมาะสม
การเตรียมตัวก่อนทำ PRP
- ดื่มน้ำมาก ๆ 1–2 ลิตร 2–3 วันก่อนทำ
- งดแอลกอฮอล์ ของทอด ของมัน อย่างน้อย 1 วัน
- พักผ่อนให้เพียงพอ
- เตรียมเวลาประมาณ 1–2 ชั่วโมงสำหรับทำหัตถการ
การดูแลตัวเองหลังทำ PRP
- งดล้างหน้า 6–8 ชั่วโมง
- หลีกเลี่ยงแดดจัดและกิจกรรมกลางแจ้ง 1–2 สัปดาห์
- ใช้ครีมบำรุงที่ให้ความชุ่มชื้น และครีมกันแดดเป็นประจำ
- หลีกเลี่ยงการแต่งหน้าหรือใช้ผลิตภัณฑ์ผลัดเซลล์ผิวในช่วง 3–7 วันแรก
ทำ PRP ที่ไหนดี? ควรเลือกอย่างไร?
การทำ PRP ต้องอาศัยแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญ และอุปกรณ์ที่ได้มาตรฐานปลอดเชื้อ ควรเลือกสถานพยาบาลหรือคลินิกที่ได้รับใบอนุญาตอย่างถูกต้อง เช่น:
- มีเครื่องแยกพลาสมามาตรฐาน
- ใช้เข็มใหม่สำหรับผู้ใช้แต่ละราย
- ดำเนินการโดยแพทย์ที่ได้รับการรับรองจากแพทยสภา
คำถามที่พบบ่อย (FAQs)

1. PRP หน้าใสอันตรายไหม?
ตอบ: โดยทั่วไป PRP หน้าใสมีความปลอดภัยสูง เพราะใช้เลือดของตัวเองในการรักษา จึงแทบไม่มีความเสี่ยงต่อการแพ้หรือผลข้างเคียงรุนแรง อย่างไรก็ตาม อาจเกิดรอยช้ำหรือรอยแดงเล็กน้อยหลังทำ ซึ่งมักหายได้เองภายใน 1–3 วัน
2. PRP หน้าใสเห็นผลในกี่วัน?
ตอบ: หลังทำ PRP จะเริ่มรู้สึกถึงความชุ่มชื้นของผิวและผิวดูใสขึ้นเล็กน้อยภายใน 3–7 วัน และผลลัพธ์ที่ชัดเจนที่สุดจะอยู่ในช่วงประมาณ 4–6 สัปดาห์ โดยจะเห็นความเรียบเนียนและความยืดหยุ่นของผิวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
3. ต้องทำ PRP หน้าใสบ่อยแค่ไหน?
ตอบ: แนะนำให้ทำ PRP ต่อเนื่อง 2–3 ครั้ง โดยเว้นระยะห่างกันประมาณ 4–6 สัปดาห์ เพื่อกระตุ้นผิวอย่างสม่ำเสมอ หลังจากนั้นสามารถทำปีละ 1–2 ครั้งเพื่อคงผลลัพธ์
4. ผลลัพธ์ของ PRP หน้าใสอยู่ได้นานแค่ไหน?
ตอบ: หากทำครบตามคำแนะนำและมีการดูแลผิวอย่างต่อเนื่อง ผลลัพธ์สามารถอยู่ได้นาน 1–2 ปี ขึ้นอยู่กับสภาพผิว อายุ และพฤติกรรมการดูแลตนเองของแต่ละบุคคล
5. PRP หน้าใสต่างจากฟิลเลอร์อย่างไร?
ตอบ: PRP ใช้การฟื้นฟูโดยกระตุ้นเซลล์ผิวของเราเองอย่างเป็นธรรมชาติ ส่วนฟิลเลอร์คือสารเติมเต็มที่ฉีดเข้าไปโดยตรงเพื่อเพิ่มวอลุ่ม เช่น เติมแก้ม ร่องแก้ม ปาก ฯลฯ ซึ่งแม้ทั้งสองวิธีให้ผลลัพธ์เรื่องผิวที่ดีขึ้น แต่ PRP จะเน้นบำรุงผิวลึกและปลอดภัยกว่าในระยะยาว
6. ใครที่ไม่เหมาะกับการทำ PRP หน้าใส?
ตอบ: ผู้ที่ไม่ควรทำ PRP ได้แก่:
- ผู้ตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร
- ผู้ที่มีโรคเลือดผิดปกติ หรือเกล็ดเลือดต่ำมาก
- ผู้ใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือด
- ผู้ที่มีการติดเชื้อในร่างกายหรือโรคผิวหนังรุนแรง
7. ทำ PRP หน้าใสแล้วแต่งหน้าได้ไหม?
ตอบ: แนะนำให้งดแต่งหน้าหลังทำ PRP อย่างน้อย 24 ชั่วโมง เพื่อให้ผิวได้ฟื้นฟูเต็มที่ และลดความเสี่ยงต่อการระคายเคืองหรืออักเสบ
สรุป
PRP คือทางเลือกใหม่ของคนที่อยากฟื้นฟูผิวให้สดใสจากภายในสู่ภายนอกอย่างเป็นธรรมชาติ ด้วยวิธีที่ปลอดภัย ไม่ต้องผ่าตัด ไม่ต้องพักฟื้น และใช้เลือดของตัวเองล้วน ๆ
หากคุณกำลังมองหาวิธีดูแลผิวหน้าอย่างล้ำลึก อย่าลืมมาปรึกษาแพทย์ที่ Siam Clinic เพราะเราพร้อมดูแลคุณในทุกขั้นตอนเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ปลอดภัยและน่าพึงพอใจที่สุด
บทความอื่นๆ
- ผิวสวยด้วยวิตามินดี
- ฉีดฟิลเลอร์หน้าตอบ บอกลาหน้าแก่
- ฉีดวิตามินผิวใส (Vitamin Drip) ผิวใส ผิวขาว ผิวเนียนสวย แบบทันใจ
ติดต่อสยามคลินิกภูเก็ต
- สยามคลินิก
- แผนที่ : https://g.page/SiamClinicPhuket
- โทรศัพท์ : 088-448-6718 และ 093-692-5999
- Email : info@siamclinicphuket.com
- Facebook inbox : https://m.me/siamclinicthailand
- Instagram : https://www.instagram.com/siamclinic
- Line@ : @siamclinic หรือแอด https://lin.ee/uny1D7n



