
Office Syndrome ออฟฟิศซินโดรม คืออะไร?
Office Syndrome เป็นกลุ่มอาการที่พบบ่อยในคนทำงานออฟฟิศ ที่สภาพแวดล้อมในการทำงานไม่เหมาะสม หรือต้องอยู่ในท่าทางเดิมเป็นเวลานานต่อเนื่อง ทำให้กล้ามเนื้อมีความตึงตัวเพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้เกิดกล้ามเนื้ออักเสบ ปวดเมื่อยตามร่างกาย เช่น หลัง คอ บ่า ไหล่ แขน ข้อมือ หากยังไม่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ปล่อยอาการปวดแบบนี้ทิ้งไว้นาน ๆ อาการจะยิ่งหนักขึ้นจนเป็นอาการปวดเรื้อรัง เช่น การใช้คอมพิวเตอร์ที่ระดับคีย์บอร์ดสูงเกินไป หรือก้มศีรษะเล่นมือถือนานๆ ทำให้เกิดการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อคอ บ่าและไหล่ได้ หากเกิดการสะสมนานๆจะเกิดอาการปวดร้าวขึ้นศีรษะ ซึ่งบางคนอาจจะคิดว่าเป็นอาการไมเกรน แต่แท้จริงแล้วเกิดจากการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อที่สะสมมานาน การใช้มือกดคีย์บอร์ด คลิกเมาส์ เมื่อกระดกข้อมือขึ้นลงซ้ำ ๆ เป็นเวลานาน ก็ทำให้เกิดการอักเสบบริเวณเส้นเอ็นบริเวณข้อมือ เกิดภาวะพังผืดหนาตัวไปทับเส้นประสาท ทำให้เกิดอาการชาบริเวณนิ้วและข้อมือ หรือนิ้วล็อก ขยับนิ้วมือได้ลำบากเป็นต้นค่ะ ซึ่งสาเหตุของอาการออฟฟิศซินโดรมสามารถสรุปได้ดังนี้
อาการในกลุ่มออฟฟิศซินโดรม Office Syndrome มีอะไรบ้าง?
1. อาการปวดกล้ามเนื้อและ/หรือเยื่อพังผืด (Myofascial Pain Syndrome)
เป็นอาการปวดที่พบได้บ่อยอันดับต้นๆสำหรับโรคออฟฟิศซินโดรม โดยจะมีจุดกดเจ็บ (trigger points) ภายในกล้ามเนื้อแต่ละมัดซึ่งเกิดจากการที่กล้ามเนื้อเกร็งหรือหดตัวซ้ำๆสะสมเป็นเวลานาน เมื่อกดหรือคลําที่จุดจะพบเป็นก้อนพังผืดแข็งอยู่ภายในมัดกล้ามเนื้อ และอาจทำให้รู้สึกปวดร้าวเฉพาะจุดหรืออาจปวดร้าวไปที่จุดอื่นของร่างกาย มักพบบ่อยในบริเวณคอ บ่า สะบัก
2. เส้นประสาทที่ข้อมือถูกกดทับ (Carpal Tunnel Syndrome)
อาการนี้เกิดขึ้นจากการกดทับเส้นประสาทบริเวณข้อมือ ทำให้เกิดความรู้สึกเสียวซ่า ชา และปวดในมือ ข้อมือ และนิ้วมือ หากอาการรุนแรงมากขึ้น อาจทำให้แรงในการบีบมือลดน้อยลง เนื่องจากกล้ามเนื้อเกิดการหดตัว อาการปวดจะเพิ่มขึ้นและเกิดตะคริวบ่อยครั้ง และหากปล่อยไว้โดยไม่มีการรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ อาจทำให้สูญเสียความรู้สึกที่นิ้วได้เช่นกัน
3. นิ้วล็อก (Trigger Finger)
อาการนิ้วล็อกเป็นภาวะที่นิ้วข้างใดข้างหนึ่งติดอยู่ในท่างอ ทำให้เกิดอาการปวดตึง และนิ้วมีอาการสะดุดและอาจล็อคเมื่องอหรือเหยียดนิ้ว ซึ่งถ้าปล่อยทิ้งไว้อาจทำให้งอนิ้วไม่ได้ หรือต้องช่วยง้างนิ้วออกเมื่อเกิดการล็อก
4. เอ็นอักเสบ (Tendinitis)
เป็นการอักเสบของเส้นเอ็นที่เกิดขึ้นเมื่อได้รับบาดเจ็บที่บริเวณใดบริเวณหนึ่งซ้ำๆ การใช้งานเส้นเอ็นมากเกินไป เช่น ในระหว่างการเล่นกีฬา โดยมักเกิดขึ้นบริเวณข้อต่อต่างๆ เช่น ข้อเข่า ข้อศอก ข้อมือ หัวไหล่ และส่วนอื่นๆของร่างกาย
ดูแลตัวเองอย่างไร ไม่ให้เป็น Office Syndrome
- ปรับเปลี่ยนอิริยาบถ ทุกๆครึ่งชั่วโมง ควรลุกเดินไปเดินมาซัก 10 นาที เพื่อไม่ให้กล้ามเนื้อถูกดทับจากการนั่งในท่าเดียวนานๆ
- เตรียมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อให้พร้อม เช่น ออกกำลังกายเพื่อเพิ่มความแข็งแรงให้กล้ามเนื้อ หรือการยืดเส้นบ้างในเวลาที่ว่าง จะเป็นการช่วยให้กล้ามเนื้อผ่อนคลายได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ช่วงก่อนและหลังทำงาน ควรยืดเส้นซักประมาณ 5-10 นาที
- พักผ่อนให้เพียงพอ เพราะการพักผ่อนน้อยเกินไปจะทำให้ร่างกายเกิดความเครียด และแสดงออกด้วยการปวดตามร่างกาย
การรักษาอาการ Office Syndrome
- รับประทานยาแก้ปวดตึงกล้ามเนื้อ ซึ่งถือว่าเป็นการแก้ที่ปลายเหตุ และไม่ใช่วิธีที่ยั่งยืน และถ้ารับประทานมากๆ ก็อาจทำให้เกิดโรคอื่นๆตามมาอีกด้วย
- นวดผ่อนคลาย ซึ่งก็เป็นวิธีแก้ที่ปลายเหตุอีกเช่นกัน
- การใช้วิธีกระตุ้นด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า เพื่อลดอาการปวดกล้ามเนื้อ วิธีนี้ต้องให้แพทย์เป็นผู้วินิจฉัย และรักษา
- การใช้เลเซอร์ช่วยบำบัดอาการปวดกล้ามเนื้อ ซึ่งถือได้ว่าเป็นเรื่องใหม่ ที่สามารถช่วยลดอาการออฟฟิศซินโดรมได้ ด้วยการใช้เครื่อง Indiba ที่ใช้นวัตกรรม Proionic ซึ่งเป็นเลเซอร์ที่ถูกพัฒนามาเพื่อฟื้นฟูกล้ามเนื้อในระดับเซลล์
การรักษาอาการ Office Syndrome ด้วย Shock wave หรือ การรักษาด้วยคลื่นกระแทก
เป็นเทคโนโลยีใหม่ ที่ใช้ในการรักษาอาการปวดเรื้อรัง ตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย ซึ่งเป็นที่นิยมในปัจจุบัน เนื่องจากสามารถลดอาการปวดที่เรื้อรังได้ทันทีหลังการรักษา เครื่อง Shock wave ได้การรับรองเครื่องหมาย ความปลอดภัยจาก FDA สหรัฐอเมริกา จึงมั่นใจได้ว่ามีความปลอดภัยสูงในรักษา
คลื่นกระแทก (Shock wave) คืออะไร
Shock wave คือ เทคโนโลยีใหม่ทางกายภาพบำบัด โดยใช้คุณสมบัติทางฟิสิกส์ของคลื่นกระแทกที่เกิดจากการอัดของอากาศ ส่งผ่านพลังไปยังบริเวณกล้ามเนื้อที่ตึงตัว กระตุ้นให้เนื้อเยื่อเกิดการบาดเจ็บใหม่ (Re-injury) หลังจากนั้นร่างกายจะเกิดกระบวนการซ่อมแซม และสร้างเนื้อเยื่อขึ้นใหม่ (Re-healing) จึงช่วยให้อาการปวดลดลง และกล้ามเนื้อมีความยืดหยุ่นมากขึ้น การทำ Shock wave แต่ละครั้งจะใช้จำนวนนัดยิงประมาณ 2,000-3,000 นัด
ประโยชน์ของการรักษาด้วย Shock wave
ประโยชน์ของการรักษาอาการปวดด้วยเครื่อง Shock wave มีมากมาย คลื่นกระแทกสามารถส่งพลังงานผ่านผิวหนังลงลึกเข้ากล้ามเนื้อและเส้นเอ็นได้ประมาณ 3-4 เซนติเมตร ทำให้เกิดผลทางชีวภาพในเนื้อเยื่อดังต่อไปนี้
- กระตุ้นการซ่อมแซมเนื้อเยื่อของกล้ามเนื้อและเส้นเอ็น
- กระตุ้นให้เกิดการสร้างหลอดเลือดใหม่
- กระตุ้นการไหลเวียนเลือด
- กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน
- ยับยั้งกระบวนการอักเสบ
- ลดอาการปวดกล้ามเนื้อ และจุดกดเจ็บเกิดการผ่อนคลาย
- ช่วยสลายหินปูนในเส้นเอ็น
- กระตุ้นให้ร่างกายเกิดอาการบาดเจ็บใหม่ และเกิดกระบวนการซ่อมแซมเนื้อเยื่อของกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นใหม่
อาการที่เหมาะกับการรักษาด้วย Shock wave
- อาการปวดกล้ามเนื้อเรื้อรัง
- อาการของ office syndrome
- อาการปวดคอ บ่า ไหล่
- อาการปวดหลัง
- อาการปวดสะโพก
- อาการปวดส้นเท้า โรครองช้ำ
- เส้นเอ็นอักเสบ
- อาการปวดข้อศอก ข้อมือ
การดูแลตัวเองหลังการทำ Shock wave
หลังเข้ารับการรักษาด้วย Shock wave ในบริเวณที่รักษาอาจมีอาการปวดระบมได้ เนื่องจากแรงกระตุ้นของคลื่นกระแทก โดยอาจมีอาการ 1-2 วัน หลังจากนั้น อาการปวด หรือความตึงตัวของกล้ามเนื้อจะลดลง โดยสามารถลดการระบมของกล้ามเนื้อได้โดยควรพักการใช้งานหนัก หรือการออกกำลังกายบริเวณที่ได้รับการรักษา 1-2 วัน ยืดกล้ามเนื้อเบาๆ หลีกเลี่ยงการนวด เพราะอาจทำให้เกิดการอักเสบมากยิ่งขึ้น
ผลลัพธ์ และระยะเวลาการรักษา
ในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการปวดน้อยหรือเพิ่งเริ่มมีอาการ การใช้ Shock wave จะเห็นผลทันทีหลังรักษา ส่วนผู้ป่วยที่มีอาการปวดมาก พบว่าอาการปวดลดลงได้ 50% การรักษาด้วยคลื่นกระแทกควรเว้นระยะห่างของการรักษา 5-7 วัน เพื่อให้ร่างกายเกิดการซ่อมแซมเนื้อเยื่อก่อนที่จะเริ่มการรักษาครั้งถัดไป โดยการรักษาด้วย shock wave สามารถทำควบคู่ไปกับการรักษาทางกายภาพบำบัดชนิดอื่นได้ เช่น อัลตราซาวนด์ หรือ เลเซอร์ ซึ่งจะส่งเสริมให้การรักษาดียิ่งขึ้น จำนวนครั้งที่ใช้ในการรักษา จะขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการบาดเจ็บของผู้ป่วย โดยประมาณ 3-5 ครั้ง
อาการข้างเคียงที่อาจเกิดหลังทำ Shock wave
- บวม ผื่นแดง
- ห้อเลือด
- จุดเลือดออก
- อาการปวดชั่วคราว
- เป็นก้อนเลือด
อาการเหล่านี้ส่วนมากจะหายภายใน 5-10 วัน แต่หากผู้ป่วยพบอาการดังกล่าวเกินระยะเวลานี้ ควรติดต่อพบแพทย์
ข้อห้ามในการรักษาด้วยคลื่น Shock wave
- บริเวณที่มีการติดเชื้อ
- บริเวณที่มีเนื้องอก
- บริเวณที่เป็นแผล
- บริเวณที่มีการอักเสบของเส้นประสาท
- บริเวณที่มีหลอดเลือดโป่งพอง
ผู้ที่ไม่เหมาะกับการทำ Shockwave
กลุ่มที่ไม่เหมาะกับการรักษาด้วยคลื่นกระแทก Shockwave ได้แก่
- เด็ก ผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 18
- สตรีที่กำลังตั้งครรภ์
- ผู้ป่วยมะเร็ง
- ผู้ที่มีภาวะลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดดำส่วนลึก
- ผู้มีภาวะเลือดแข็งตัวช้า
- ผู้ที่ใส่เครื่องกระตุ้นหัวใจ
- ผู้ที่ได้รับการฉีดยาสเตียรอยด์มาภายใน 6 สัปดาห์
บทความอื่นๆ
- ทำความรู้จัก เซลล์ต้นกำเนิดชนิดมีเซนไคม์ (MSCs) ตัวช่วยในการฟื้นฟูคืนความอ่อนเยาว์
- ผิวสวยด้วยวิตามินดี
- ฉีดฟิลเลอร์หน้าตอบ บอกลาหน้าแก่
- ฉีดวิตามินผิวใส (Vitamin Drip) ผิวใส ผิวขาว ผิวเนียนสวย แบบทันใจ
ติดต่อสยามคลินิกภูเก็ต
- สยามคลินิก
- แผนที่ : https://g.page/SiamClinicPhuket
- โทรศัพท์ : 088-488-6718 และ 093-692-5999
- Email : [email protected]
- Facebook inbox : https://m.me/siamclinicthailand
- Instagram : https://www.instagram.com/siamclinic
- Line@ : @siamclinic หรือแอด https://lin.ee/uny1D7n
- Youtube : Siam Clinic สยามคลินิก คลินิกความงามภูเก็ต – YouTube


ดูแลตัวเองอย่างไร ไม่ให้เป็น Office Syndrome

