สามารถใช้ยาฉีดได้ไหม หากไม่ได้อยู่ในภาวะ “อ้วน”?
ในคลินิกความงามในกรุงเทพฯ กำลังมีเทรนด์ใหม่เกิดขึ้น ปัจจุบันไม่ใช่เฉพาะผู้ที่มีภาวะอ้วนเท่านั้นที่สอบถามเกี่ยวกับ Wegovy หรือ Mounjaro แต่ยังรวมถึงผู้ที่มีค่า BMI 23, 24 หรือ 25 ซึ่งพยายามลดไขมันหน้าท้องส่วนสุดท้ายแต่ลดไม่ได้สักที
ในทางการแพทย์ ภาวะนี้เรียกว่า Normal Weight Obesity หรือที่หลายคนเรียกว่า “Skinny Fat” คือภายนอกอาจดูผอมเมื่อใส่เสื้อผ้า แต่สัดส่วนของร่างกายมีไขมัน โดยเฉพาะไขมันในช่องท้องหรือ visceral fat อยู่ในระดับสูง ซึ่งเป็นไขมันที่มีความเสี่ยงต่อสุขภาพ
แต่การใช้ยาฉีดเกรดการแพทย์ที่มีฤทธิ์แรงเพื่อจุดประสงค์นี้ปลอดภัยหรือไม่? คำตอบคือ สามารถทำได้ แต่ต้องใช้ภายใต้โปรโตคอลที่ปรับให้เหมาะสม
ความจริงของค่า BMI สำหรับคนเอเชีย
สิ่งแรกที่ควรเข้าใจคือ ไม่ควรยึดเกณฑ์ตะวันตกทั้งหมด เพราะในประเทศไทยและคนเอเชีย ความเสี่ยงต่อสุขภาพเริ่มต้นที่น้ำหนักตัวต่ำกว่าชาวตะวันตก
เกณฑ์ตะวันตก: ภาวะอ้วนเริ่มที่ BMI 30
เกณฑ์เอเชีย: ภาวะอ้วนเริ่มที่ BMI 25
โซนเสี่ยงของ “Skinny Fat”: หาก BMI อยู่ที่ 23–24.9 แต่มีรอบเอวสูง หรือมีคอเลสเตอรอลสูง อาจจัดอยู่ในกลุ่ม “น้ำหนักเกิน” ตามเกณฑ์เอเชีย
ทำไม Mounjaro จึงเหมาะกับกลุ่ม “Skinny Fat” มากกว่า
สำหรับผู้ที่มี BMI ไม่สูง เป้าหมายไม่ใช่แค่ “การลดน้ำหนัก” แต่คือ การปรับองค์ประกอบของร่างกาย หรือ Body Recomposition
Wegovy (Semaglutide): ออกฤทธิ์หลักโดยการลดความอยากอาหาร หากคุณเป็นคนที่รับประทานอาหารน้อยอยู่แล้ว ยาอาจทำให้รับประทานได้น้อยเกินไป และนำไปสู่การสูญเสียกล้ามเนื้อ
Mounjaro (Tirzepatide): มีฮอร์โมน GIP เพิ่มเข้ามา ซึ่งช่วยให้ร่างกายจัดการน้ำตาลและเผาผลาญไขมันได้ดีขึ้น
ประโยชน์: Mounjaro อาจช่วยจัดการไขมันในช่องท้อง หรือไขมันหน้าท้อง ได้มากกว่า Wegovy จึงเหมาะกับกลุ่ม “Skinny Fat” ที่ต้องการลดไขมันหน้าท้อง แต่ไม่ต้องการเสียมวลกล้ามเนื้อ
ความเสี่ยงของการใช้ในผู้ที่ BMI ต่ำ
การใช้ยากลุ่มนี้ในผู้ที่มีรูปร่างค่อนข้างผอมอยู่แล้ว หรือ BMI ต่ำกว่า 23 มีความเสี่ยงเฉพาะที่แตกต่างจากผู้ที่มีภาวะอ้วน
1. Sarcopenia หรือการสูญเสียมวลกล้ามเนื้อ
เมื่อคนที่รูปร่างค่อนข้างผอมลดน้ำหนักเร็วเกินไป น้ำหนักที่ลดลงอาจมาจากกล้ามเนื้อได้มากถึง 40% ไม่ใช่ไขมันทั้งหมด ซึ่งอาจทำให้ระบบเผาผลาญแย่ลง และทำให้ใบหน้าดูซูบโทรม
วิธีป้องกัน: ควรรับประทานโปรตีนประมาณ 1.5 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม และออกกำลังกายแบบเวทเทรนนิ่ง
2. “Ozempic Face”
การสูญเสียไขมันบนใบหน้าอาจเกิดขึ้นได้เร็วกว่าในผู้ที่มีรูปร่างผอม ทำให้ใบหน้าดูตอบหรือซูบลง
3. ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ
หากร่างกายมีพลังงานสะสมไม่เพียงพอ ยาที่มีฤทธิ์แรงอย่าง Mounjaro อาจทำให้น้ำตาลในเลือดลดต่ำเกินไป ส่งผลให้เวียนศีรษะ หน้ามืด หรือเป็นลมได้
โปรโตคอลแบบ “Micro-Dosing”
สำหรับผู้ที่มี BMI ต่ำ เราไม่ใช้ขนาดยาสูงตามมาตรฐานที่พบในงานวิจัยของสหรัฐอเมริกา แต่จะใช้แนวทาง Micro-Dosing หรือ Maintenance-First คือเริ่มจากการคงผลลัพธ์และควบคุมอย่างปลอดภัยเป็นหลัก
ขนาดยามาตรฐานสำหรับภาวะอ้วน: อาจเพิ่มขนาดไปถึง 2.4 mg สำหรับ Wegovy หรือ 15 mg สำหรับ Mounjaro
ขนาดยาสำหรับผู้ที่ BMI ต่ำ: มักคงไว้ที่ขนาดยาต่ำสุดที่เห็นผล เช่น 0.25 mg สำหรับ Wegovy หรือ 2.5–5 mg สำหรับ Mounjaro
เหตุผล: เพื่อช่วยควบคุมความอยากอาหารและส่งเสริมระบบเผาผลาญ โดยไม่ทำให้พลังงานที่ได้รับต่อวันลดต่ำเกินไป จึงยังสามารถรับประทานโปรตีนได้เพียงพอเพื่อป้องกันการสูญเสียกล้ามเนื้อ
การใช้เป็นรอบระยะสั้น: แทนที่จะใช้ยาไปตลอดชีวิต ผู้ที่ไม่ได้มีภาวะอ้วนอาจใช้ยาเป็นเวลา 3–4 เดือน เพื่อช่วยปรับพฤติกรรมการรับประทานอาหาร หรือรีเซ็ตความอยากอาหาร จากนั้นจึงค่อย ๆ ลดและหยุดยา
การเพิ่มโปรตีน: ผู้ใช้ยาควรรับประทานโปรตีนมากกว่าปกติ เพื่อช่วยปกป้องมวลกล้ามเนื้อระหว่างใช้ยา
กรณีที่ไม่ควรใช้ยาอย่างเด็ดขาด
แพทย์ที่มีจริยธรรมควรปฏิเสธการรักษาหากคุณมีข้อใดข้อหนึ่งต่อไปนี้
คุณมีประวัติ Eating Disorders เช่น Anorexia หรือ Bulimia
คุณมี BMI ต่ำกว่า 18.5
คุณต้องการ “ทางลัด” โดยไม่ปรับพฤติกรรมการรับประทานอาหาร เพราะน้ำหนักอาจกลับมาอย่างรวดเร็วหลังหยุดยา
สรุป
หากคุณมี BMI 35 เป้าหมายของการรักษาคือการช่วยลดความเสี่ยงต่อชีวิตและสุขภาพ
แต่หากคุณมี BMI 24 และอยู่ในกลุ่ม “Skinny Fat” เป้าหมายคือการปรับระบบเผาผลาญและองค์ประกอบของร่างกายให้ดีขึ้น
ข้อสรุป: สามารถใช้ Wegovy หรือ Mounjaro เพื่อช่วยแก้ภาวะ “Skinny Fat” ได้ แต่ควรใช้อย่างระมัดระวังเหมือนใช้เครื่องมือที่แม่นยำ ไม่ใช่ใช้แบบรุนแรงเกินจำเป็น ควรใช้ขนาดยาต่ำ ให้ความสำคัญกับโปรตีน และติดตามมวลกล้ามเนื้อกับแพทย์เป็นประจำทุกเดือน






